..ข้อคิดจากงาน 100 ปีชาตกาลพุทธทาสภิกขุ..

                เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ได้มีโอกาสไปร่วมงาน 100 ปีชาตกาลพุทธทาสภิกขุที่หอประชุมพุทธมณฑล การที่ได้ไปร่วมงานนี้ดีมากเลยกับตัวเอง เพราะได้แง่มุมหลายเรื่องเกี่ยวพุทธศาสนาในการฟังอภิปรายในหัวข้อ " จะสืบสานปณิธานพุทธทาสภิกขุได้อย่างไร"
             
            ซึ่งปณิธานของท่านพุทธทาสภิกขุ ๓ ข้อนั้นได้แก่
             ๑. เข้าใจถึงหัวใจศาสนาของตน
             ๒. ทำความเข้าใจระหว่างศาสนา
             ๓. นำโลกออกจากวัตถุนิยม
 
             ต้องขอออกตัวหน่อยว่าเหตุที่ไปงานนี้เพราะอยากรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนา และมีเพื่อนแนะนำให้อ่านงานเขียนของท่านพุทธทาส ซึ่งจริงๆแล้วก็ยังไม่ได้อ่านงานของท่านมากมายอะไร ก็เลยถือโอกาสไปงานนี้เพื่อทำความเข้าใจมากขึ้น และ ๓ ข้อที่อ้างข้างบนก็มีอยู่ในหนังสือที่เพื่อนให้ยืมมาอ่านบ้างแล้ว ในที่นี้ก็เลยไม่เขียนบรรยายบรรยากาศภายในงาน เพราะจำคำพูดมาได้ไม่หมดเกรงว่าจะทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของผู้พูดอีกอย่างคงจะต้องเขียนยืดยาวเป็นแน่ และ Blog นี้ก็เขียนเกี่ยวกับความคิดเห็นล้วนๆ ซึ่งอาจจะมีตีความผิดไปบ้าง ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
           
            ส่วนข้อสรุปหรือข้อคิดที่ได้ก็คือ เราต้องละทิ้งความยึดมั่นถือมั่น หรือละทิ้งตัวกู ของกู ซึ่งเป็นเหตุให้เราตกอยู่ในความทุกข์ ไม่ว่าเรื่องใดๆก็ตาม แต่ประเด็นที่สะดุดใจก็คือ ผู้ร่วมอภิปรายได้หยิบยกเอาเรื่องที่ว่าทำไมต้องศึกษาพทุธศาสนา เค้าพูดว่า "ถ้าในชีวิตนี้เราจะไม่ต้องรู้จักความทุกข์ เราก็ไม่จำเป็นต้องศึกษาพุทธศาสนา แต่ถ้าเรามีความทุกข์ไม่ว่าเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม พุทธศาสนาจะช่วยผู้ที่ศึกษาและนำไปปฎิบัติได้"
           
             คำพูด"สวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ" ก็เกี่ยวพันกับเรื่องนี้เช่นกัน ความยึดมั่นใดๆ ทั้งหมดก็คือนรกที่สุมไฟอยู่ข้างในใจของเราเอง เป็นภาวะจิตใจของตนเองนั่นแหละ ซึ่งอันนี้ได้ข้อคิดที่ดีเกี่ยวกับเรื่องคนกำลังจะตายนะ ด้วยแต่ก่อนนั้นสงสัยมาโดยตลอดว่าทำไมคนตายจะต้องมีคนมาบอกว่าให้นึกถึงคุณพระ คุณเจ้า (บางครั้งก้เห็นในฉากหนังละครไทย) สงสัยมาตลอดในใจว่าทำไมต้องพูดอย่างนั้นด้วยตั้งแต่เล็กจนโด คือกังขาว่าทำไมไม่บอกว่าขอให้ไปสุ่สุคติอโหสิกรรมให้อะไรอย่างนั้นมากกว่า   พอมาฟังเรื่องราวเกี่ยวคุณครูจูหลิงที่แม่ชีศันศนีย์เล่าก็เลยได้คิดไปมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในอีกมุมมองหนึ่ง
 
             ปัญหาภายในใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เลยได้รับคำตอบ ว่าจริงๆแล้วที่บอกให้นึกถึงคุณพระนี้ ก็คือที่จริงแล้วต้องการสื่อให้นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้ามากกว่า ในเรื่องอริยสัจ ๔ และต้องการให้คนที่กำลังจะตายหลุดออกจากห่วงแห่งความทุกข์จริงๆก่อนตายไป เพื่อที่จะตายอย่างเป็นสุข ในที่นี้คือละทิ้งความยึกมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตนเองยึดอยู่อย่างเหนี่ยวแน่น ด้วยการปลดปล่อยอย่างแท้จริง นั่นคือให้จิตใจได้ผ่องใสจากอวิชชา(ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔) คนที่กำลังจะตายจะได้ปล่อยวางและจากไปอย่างสงบสุข เราก็เลยได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว "พุทธศาสนาช่วยในเรื่องจิตใจ" หากเรานำไปปฏิบัติด้วยการทำไปพร้อมๆกับการดำเนินชีวิตประจำวันของเราอย่างทางสายกลาง คือเราก็ค่อยๆทำในส่วนที่เราทำได้ไม่ต้องเคร่งครัดจนเกินไปเพราะสิ่งใดที่ตึงเกินไปไม่ใช่แนวทางของพุทธศาสนา  คราวนี้ก็เลยทำความเข้าใจได้มากขึ้นเกี่ยวกับ "เรื่องเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ" และ "ความสมานฉันท์ระหว่างศาสนา"
           
            
This entry was posted in Religiousness. Bookmark the permalink.

One Response to ..ข้อคิดจากงาน 100 ปีชาตกาลพุทธทาสภิกขุ..

  1. Sirinda says:

    สาธุ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s