วิถีชีวิตของคนไทยกับนโนยบายประชานิยม : ผลต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

              ปีนี้เหตุการณ์บ้านเมืองเกิดสิ่งไม่คาดฝันหลายอย่าง ถ้าจะกล่าวถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันในช่วงนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องการทำรัฐประหาร "สุดคลาสสิก" ที่ใครๆเรียกกัน(ซึ่งควรจะเรียกว่า coup d’etat หรือว่า coup de grace ดีล่ะ) ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข(คปค) ซึ่งตอนนี้แปรสภาพไปเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช) นับจากวันทำรัฐประหารมาถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบเดือนแล้ว เมื่อวานนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติจำนวน 242 คน มาจากหลายสาขาอาชีพ ซึ่งต่างก็หวังว่าจะได้รัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องแก้ไข (ซ้ำซาก) อีก
              จากเหตุการณ์กระทำรัฐประหารและการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ พล.อ. สุรยุทธิ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีคนที่ 24 ของไทย ต้องเข้าชี้แจงต่อคณะเอกอัครราชฑูตของนานาประเทศซึ่งเรียกร้องอยากให้มีการเลือกตั้งและต้องการให้ยกเลิกกฎอัยการศึกโดยเร็ว  ทางไทยก็ชี้แจงไป โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าระยะเวลาเตรียมการเลือกตั้ง 1 ปีกำลังพอดี แต่น้อยไปสำหรับการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งทางตรงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการตอบสนองความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ เพราะ ส.ส. ของไทยถึงอย่างไรก็ไม่สามารถทำหน้าที่นิติบัญญัติได้อย่างเดียวอยู่แล้ว เราไม่สามารถปฎิเสธเรื่องกลุ่มผลประโยชน์ที่มีผลต่อการวางนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในระดับภูมิภาคได้อยู่แล้ว นี่เป็นสิ่งหนึ่งในสังคมที่เราต้องรับรู้และแก้ไขโดยใช้เวลา ไม่ใช่ว่าความรวดเร็วจะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด
               รัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นจึงต้องใช้เวลาในการร่าง เพื่อค้นหา และประสานประโยชน์ รวมทั้งเข้าใจวิถีชีวิติของคนไทย (the way of life) อย่างแท้จริง และหาแนวทางในการแก้ปัญหาสังคมที่เป็นอันดับต้นๆ จริงๆเสียที นั่นก็คือ  "วิถีความคิดความเชื่อ" ของคนไทยในชนชั้นต่างๆ ของสังคมที่สร้างความร้าวฉานให้ประเทศ เพราะถ้าหากวันหนึ่งขาดเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอันเป็นศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติแล้ว วันนั้นคนไทยคงไม่สามัคคีกัน หรือแตกแยกกันได้ง่ายขึ้น
                ก่อนเกิดรัฐประหาร สังคมเริ่มแตกแยกระหว่างกลุ่มต่อต้านและกลุ่มสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จากข่าวทีได้ออกมาเรื่อยๆ ทำให้หลายฝ่ายต้องการให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อยืนยันคะแนนเสียงสนับสนุนนายกฯ คนเดิม แต่ฝ่ายต่อต้านก็เรียกร้องให้นายกลาออก ไม่ต้องการให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก ถ้ามองอย่างผิวเผินแล้วการเลือกตั้งใหม่ก็น่าจะดีเพราะเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย คือคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ แต่จริงแล้วๆ มีคลื่นใต้น้ำที่รู้กันว่าหากมีการเลือกตั้งอีก นายกฯ คงจะเป็นคนเดิม เพราะรัฐบาลนั้เป็นรัฐบาลประชานิยม ขวัญใจรากหญ้า ซึ่งเป็นฐานคะแนนเสียงอันดับหนึ่งของประเทศ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
             น่าแปลกตรงทีว่าก่อนเกิดรัฐประหาร สิ่งหนึ่งที่จำได้คือคนใกล้ตัวหลายคนเปรยๆว่าอยากให้เกิดการทำรัฐประหาร (แม้จะเป็นการพูดกันในกลุ่มสนิทก็ตาม แต่ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าแล้วคนอื่นจะไม่คิดบ้างหรือ) ในวินาทีนั้นทำให้เกิดความรู้สึกว่า กลุ่มทางสังคมที่คนไทยยังผูกพันธ์อยู่มากก็คือ อำนาจทหาร และยังเป็นเสมือน Hero เวลาเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้นกับคนไทยก็ตาม สิ่งนี้คือ ความคิดความเชื่ออย่างหนึ่งของคนไทย ที่ทำให้เราแตกต่างจากยุโรปหรืออเมริกาซึ่งเป็นประเทศต้นแบบประชาธิปไตยทั้งหลาย แต่หากมองย้อนทางประวัติศาสตร์แล้วก็มีส่วนละม้ายคล้าย กลุ่มประเทศในละตินอเมริกาและแอฟริกาอยู่เหมือนกัน ทำให้เราต้องล้างพื้นฐานความคิดของความเชื่อแบบนี้พอสมควรเพราะจริงๆแล้วเมื่อเป็นเรื่องการเมืองไม่มีใครเป็นปูชนียบุคคล และสิ่งที่เราไม่ควรจะมองข้ามคือ เรื่อง อำนาจ และ กลุ่มพวกพ้อง และการคอรัปชั่น
             ในขณะเดียวกันจากการได้พูดคุยกับคนในสังคมระดับรากหญ้า และมีโอกาสได้สังเกตการพูดคุยในสังคมดังกล่าวทำให้ทราบว่า นโยบายประชานิยมยังคงมีอิทธิพลอยู่มาก สังคมบางสังคมควรจะเปลี่ยนแนวคิดใหม่ให้ได้  การคิดว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาลต่างก็โกง แต่รัฐบาลนี้โกงแล้วประเทศพัฒนา เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เหตุผลที่ทำให้คนในสังคมระดับภูมิภาค เกษตรกร หรือแม้กระทั่งคนในมืองหลวงที่มีอาชีพที่ต้องวุ่นวายอยู่กับการเลี้ยงชีพก็เพราะ นโยบายประชานิยมนั่นเอง เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า รัฐบาลทักษิณได้สร้างโครงการประชานิยมออกมาหลายโครงการแตกต่างจากรัฐบาลหลายๆ รัฐบาลที่แล้วมาที่เน้นการสร้างงานโดยการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลไปกับโครงสร้างพื้นฐาน(Infrastructure) (ซึ่งปัจจจุบันก็ยังเหลือล่องลอยของการสูญเปล่าอยู่) แต่นั้นไม่ใช่การนำมาซึ่งการยกย่องเทิดทูน เพราะนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่ธรรมดาของคนไทยก็คือเห็นว่าใครดีด้วยก็จะดีตอบ คิดว่าเค้ามีบุญคุณกับเรานั้นคือสิ่งที่คนในระดับรากหญ้าคิด แตต่จริงๆนั้นคือผลตอบแทนที่ได้จากนโยบายแบบประชานิยมมากกว่า ทำให้เวลานี้ส่วนต่างๆในสังคมยังคงมีการยกย่อง พ.ต.ท. ทักษิณ อยู่ ถึงขนาดยกย่องว่าเป็นเทพบุตรของคนจน ดูเหมือนว่าสังคมรากหญ้ามองข้ามการคอรัปชั่นไปว่าไม่ได้ร้ายแรงอะไร ตรงกันข้ามกับการ เกิด เรื่อง สปก 4-01 ของพรรคประชาธิปัตย์ไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้สังคมในภูมิภาคต่างๆ ก็มีความคิดและแนวทางในการดำเนินชีวิตแตกต่างกันด้วย เรื่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดขึ้น เพราะมันอาจเป็นเชื้อไฟที่รอวันคลุกกลุ่นอยู่ก็ได้
                ในขณะที่รัฐบาลปัจจุบันมุ่งเน้นที่จะให้นโยบายแก้ไขปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่งเน้นให้มากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือการบริโภคข่าวสารของประชาชนปัจจุบันเรายังได้รับข่าวสารกันอย่างผิดๆ ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือการอ่านข่าวหรือฟังข่าวกันมาอย่างขาดข้อเท็จจริงในสังคมรากหญ้า ที่เรียกว่า ข่าวลือ หรือการรู้หรือฟังกันมาอย่างผิดๆ แล้วเอาไปขยายความต่อ กันต่อไปเรื่อยๆ ทำให้ข้อเท็จจริงที่ได้บิดเบือนออกไปจากข้อเท็จจจริง  หากเรายังนิ่งนอนใจ ความแตกแยกในสังคมจะขยายมากขึ้นกว่าเดิมแทนที่จะผสานกันได้ 
             การประกาศกฎอัยการศึกนานๆ ไม่ส่งผลดีต่อ ประเทศ ในระยะยาว  (ทั้งยังส่งผลกระทบต่อพรรคการเมืองและบุคคลทั่วไป เนื่องจากการห้ามชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน ใช้นานๆ พรรคการเมืองก็ประชุมพรรคไม่ได้ แล้วจะวางแผนการเลือกตั้งอย่างไร จะค้นหานโยบายหรือทิศทางใหม่ๆ สำหรับการเมืองไทยได้อย่างไร) เนื่องจากต่างประเทศอาจใช้นโยบาย Boycott เราได้ด้วยการอ้างเรื่องเสรีประชาธิปไตย เพราะเราต้องไม่ลืมว่าแม้เราจะหยุดอยู่กับที่ หรือเราจะถอยหลัง การกระทำนั้นต้องเกิดผลดีที่สุดต่อประเทศชาติ ในระยะยาว เราต้องไม่ลืมว่าเราต้องอยู่อย่างที่เราตั้งปริธานให้ได้ท่ามกลางการจับจ้องของประชาคมโลก นโยบายต่างประเทศจะเป็นไปในลักษณะเช่นใดจึงเป็นสิ่งที่เราต้องขบคิดกันมากขึ้นว่าทำเช่นไรเราถึงจะพาประเทศพ้นวิกฤติไปได้โดยปราศจากการแทรกแซงของมหาอำนาจและนานาชาติ
            ดังนั้นสิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องคำนึงมากๆ นอกจากเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคแล้ว สิ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือ "วิถีชีวิตของคนไทยที่แตกต่างกันของภูมิภาคต่างๆ"  ความคิดความเชื่อของคนในสังคม ไม่ว่าจะต่อคณะบุคคลหรือบุคคลคนเดียว นโยบายต่างประเทศที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง (ซึ่งควรคำนึงถึงกลุ่มผลประโยชน์หลายๆกลุ่ม) การรีบเร่งในให้ได้รัฐธรรมนูญมาอย่างรวดเร็วไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นการทำรัฐประหาร การยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2540 ก็สูญเปล่า 
            อย่างไรก็ตามมีหลายฝ่ายมองว่ามันคือการก้าวไปข้างหน้าเพื่อให้สังคมไทยเข้มแข็ง คงซึ่งความอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ  และนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของประชาธิปไตยแบบไทยๆ ก็ได้
This entry was posted in Essay. Bookmark the permalink.

One Response to วิถีชีวิตของคนไทยกับนโนยบายประชานิยม : ผลต่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

  1. Sirinda says:

    ช่วงนี้แย่ชมัด คอมก็เสีย ตอนนี้โทสับเสียด้วย เหตุผลเดียวกันกะคอมเลย หน้าจอเดี้ยง โทรออกได้แค่เบอร์บ้านเพราะจำได้แค่เบอร์บ้านเบอร์เดียว
     
    love i need somebody , love อยากขอสักคนเพื่อ love ให้หัวใจไม่ว่างงาน มีคนให้รักกัน มีคืนวันที่ดีด้วย….

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s