รัฐธรรมนูญ 2550 หมวด 9 มาตรา 190 ทางเลือกในเวทีระหว่างประเทศของไทย

          การค้าต่างประเทศของไทยในปัจจุบัน มาตรา 190 เข้ามีบทบาทอย่างมากในขั้นตอนการลงนามกับประเทศภาคีอื่นที่ไทยได้เจรจาการค้าด้วย เพราะในเรื่องการตัดสินใจลงนามนั้น มาตรา 190 วรรค 2 กำหนดไว้ว่า “หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา” นั่นเท่ากับว่าหากการลงนามนั้นเกี่ยวข้องกับการ“ผูกพันรัฐกับสัญญา”ใดๆ ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ก่อน ดังนั้นเมื่อไทยต้องตกลงทางการค้ากับประเทศใดๆ เมื่อต้องมีการลงนามย่อมเข้าข่ายการนำประทศไปผูกมัดกับสัญญาหรือสนธิสัญญา ทำให้ปัจจุบันต้องมีการตีความในข้อตกลงทางการค้าที่ไทยได้เจราจาการค้าทั้งในแบบทวิภาคี และพหุภาคีใหม่อีกครั้ง ก่อนมีการลงนามในข้อตกลงนั้น ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศหรือกลุ่มประเทศ หรือแม้กระทั้งการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจหากต้องมีการลงนามแล้ว มาตรา 190 ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน

          ความจริงแล้วมาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญ 2550 เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาที่เคยได้รับจาก มาตรา 224 ในรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อป้องกันฝ่ายบริหารซึ่งก็คือรัฐบาลใช้อำนาจโดยอ้างมาตรา 224 ลงนามในความตกลงเขตการค้าเสรีโดยพลการ เนื่องจากว่าในบริบทของการค้าระหว่างประเทศหากประเทศใดสามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษหรือความได้เปรียบทางการค้าก่อนย่อมเป็นผลดี รัฐบาลของประเทศต่างๆรวมทั้งไทยจึงมักเร่งรีบดำเนินการให้สัตยาบันหลังจากการเจรจาบรรลุข้อตกลงแล้วโดยเร็วก่อให้เกิดผลกระทบในหลายๆด้านตามมา ทำให้หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องถึงความไม่ชอบธรรมจากการลงนามและการให้สัตยาบันในข้อตกลงต่างๆหลายต่อหลายครั้ง

          หากมองในแง่การเมืองระหว่างประเทศ ประเทศทุกประเทศมีอธิปไตยเป็นของตนเอง(Sovereignty)ประเทศอื่นๆย่อมไม่มีสิทธิบีบบังคับให้ทำตามได้ แต่ในด้านกฎหมายระหว่างประเทศ มีหลักสัญญาต้องเป็นสัญญา(Pacta Sunt Servenda) ที่ถือเป็นสัญญาสุภาพบุรุษ คือหากประเทศใดได้ตกลงทำความตกลงลงกับประเทศอื่นแล้ว ถือเป็นหลักเกณฑ์ที่ประเทศนั้นต้องปฎิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวที่ประเทศของตนได้กระทำไว้ โดยหลักการทั่วไปหลังจากมีการเจราจนสามารถบรรลุคข้อตกลงระหว่างกันแล้ว ก็จะถึงขั้นตอนการลงนามเพื่อแสดงเจตนาให้มีผลพูกพันแสดงถึงความจริงใจที่จะปฏิบัติตามสนธิสัญญาที่ได้เจรจากันไว้เสมือนเป็นการยอมรับชั่วคราว ต่อมาองค์กรภายในซึ่งมีอำนาจของรัฐ(อาจเป็นรัฐสภาหรือรัฐบาลตามแต่กฎหมายของประเทศนั้นกำหนด)จะให้ความเห็นชอบต่อสนธิสัญญานั้นเพื่อเป็นหารผูกพันรัฐสเมือนเป็นการผูกมัดประเทศคู่ภาคีให้ปฏิบัติตามสัญญา หลังจากนั้นประเทศภาคีก็จะทำการภาคยานุวัติให้เป็นกฎหมายภายใน สนธิสัญญาดังกล่าวจึงจะมีผลบังคับใช้ได้ แต่จากมาตรา 224 รธน. 2540 ทำให้รัฐบาลสามารถใช้อำนาจทำให้ประเทศไทยต้องบังคับใช้สนธิสัญญาตั้งแต่การลงนามหรือตามวันเวลาที่กำหนดในวันลงนามได้เลยทันที โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติก่อนก็สามารถประกาศใช้ให้เป็นกฎหมายภายในได้เลย ทำให้มีประชาชนและกลุ่มผลประโยชน์หลายกลุ่มมออกมาขัดค้าน

          แต่หลังจากการใช้มาตรา 190 รธน. 2550 ก็เกิดปัญหาตามมาอีกคือ การเจรจาเขตการเสรีบางส่วนที่ได้บรรลุข้อตกลงแล้วและกำลังจะมีการลงนามต้องหยุดชะงักลง เพราะเข้าข่ายตาม มาตรา 190 นอกจากนี้ยังมีผลต่อสินค้าประเภท Early Harvest ที่สามารถลดลงได้ไปก่อนการลงนาม โดยมีกลุ่ม NGO เรียกร้องให้มีการทบทวนและต้องการจะฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับข้อตลงการค้าเสรีนั้น ยกตัวอย่างเช่น การที่มีการเรียกร้องว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย- ญี่ปุ่น (JETAPA) นั้นเข้าข่ายตามมาตรา 190 สมควรจะต้องผ่านความเห็นจาก สนช. ชอบก่อน นอกจากนี้ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเพื่อลงนามในปฏิญาอาเซียน(ASEAN Declaration) ที่ถือได้ว่าไทยเป็นชาติผู้ก่อตั้งสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน(Association of Southeast Asian Nations-ASEAN) กลับต้องกลายเป็นประเทศเพียงประเทศเดียวที่ต้องมีปัญหาในการลงนามเพราะรัฐบาลไม่ได้ล๊อบบี้สนช. ก่อน ซึ่งแตกต่างจากกระทรวงพาณิชย์ที่ได้มีการพยายามล๊อบบี้เพื่อให้ข้อตกลงการการเขตเสรีผ่านไปได้ก่อน

          เหตุการณ์คล้ายกันนี้ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศเคยเกิดขึ้นแล้ว ยกตัวอย่างเช่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เสร็จสิ้นลง อเมริกาและประเทศพันธมิตรต้องการให้เกิดองค์การระหว่างประเทศเพื่อเป็นองค์การในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งก็คือองค์การสันนิบาตชาติ (League Nations) แต่ในทีสุดก็ต้องล้มเหลวเป็นเพราะว่า เมื่อถึงขั้นตอนการให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญา สภาซีเนตไม่ผ่านมติดังกล่าว ทำให้สหรัฐที่เป็นเสมือนประเทศผู้ก่อตั้งไม่สามารถเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังในองค์การสันนิบาตชาติได้ จนทำให้ในที่สุดองค์การสันนิบาตก็ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้และได้สิ้นสุดลงเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

          ในกรณีของประเทศไทย การที่ไทยไม่สามารถลงนามในปฏิญญาอาเซียนย่อมทำให้เกิดผลกระทบตามมา เนื่องจากปัจจุบันไทยเริ่มสูญเสียดุลแห่งอำนาจในการเจรจากับกลุ่มประเทศ CLV อันเนื่องมาจากภูมิหลังในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์เริ่มเข้าไปเพิ่มการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLV ทั้งที่ช่วงเวลาที่ผ่านไทยเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศดังกล่าวเป็นอันดับหนึ่ง หากไทยไม่สามารถลงนามในปฏิญญาอาเซียนได้ ความเป็นผู้นำในกลุ่มอาเซียนของไทยคงด้อยค่าลง และอาจยังผลให้สามาคมอาเซียนไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการรวมตัวกันได้ในเร็ววัน 30 ปีแห่งการรวมตัวของอาเซียนจึงยังห่างไกลกับ 30 ปีของการรวมตัวของอียู นั่นเป็นคำถามหรือส่วนหนึ่งคำตอบที่ว่า มาตรา 190 ควรใช้ในกรณีใดและควรใช้อย่างใดหรือไม่และอย่างไร

This entry was posted in News and politics. Bookmark the permalink.

2 Responses to รัฐธรรมนูญ 2550 หมวด 9 มาตรา 190 ทางเลือกในเวทีระหว่างประเทศของไทย

  1. Sirinda says:

    ไม่ค่อยรู้เรื่องรัฐธรรมนูญเท่าไหร่อ่ะ  พอจะรู้กม.อาญาอยู่มั่ง ม.59 ถือเป็นหัวใจสำคัญเลย คือเรื่องเจตนาและประมาท
     
    " ม.59 วรรค 4 บอกว่า กระทำโดยประมาทได้แก่  กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา 
    แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ 
    และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้  แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ "
     
    คือ….ที่ร่ายมายาวๆนั่น  จะบอกว่า อิชั้นหลงเข้า Blog นี้โดยประมาทคร่า ช่วยนู๋ด้วย
    มีแต่เรื่องเครียดๆทั้งน้านเลย ( อิๆ ล้อเล่งน้า  เครียดแต่ก็ประดับความรู้ดี จะได้ตามคนอื่นเค้าทัน) 
     

  2. รงค์ says:

    puy your such a good gloggist, how do you do it?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s